Dragos
Industrial & OT Cybersecurity
Dragos Platform คือแพลตฟอร์มความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ครอบคลุมระบบ OT, IT, IoT, IIoT และ Cyber-Physical Systems ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตหรือการให้บริการที่สำคัญขององค์กร

แพลตฟอร์มรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสารภายในเครือข่ายอุตสาหกรรมด้วยแนวทาง Passive-First เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการรบกวนอุปกรณ์หรือกระบวนการทำงาน พร้อมรองรับการตรวจสอบเชิงลึกของโปรโตคอลอุตสาหกรรมมากกว่า 600 โปรโตคอล ทำให้องค์กรสามารถค้นหา จำแนก และติดตามอุปกรณ์ เช่น PLC, HMI, SCADA, Engineering Workstation, Safety System และอุปกรณ์เครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง

Dragos ผสานข้อมูล Asset, Vulnerability, Network Communication และ Threat Intelligence เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยเข้าใจบริบทของเหตุการณ์ในระบบ OT ลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย การผลิต หรือความต่อเนื่องทางธุรกิจจริง

แพลตฟอร์มยังมีเครื่องมือสำหรับการสืบสวนและตอบสนองเหตุการณ์ที่ออกแบบตามข้อจำกัดของระบบอุตสาหกรรม เช่น Case Management, Event Timeline, Query-Focused Datasets และ Response Playbooks ที่จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Incident Response สำหรับระบบ ICS และ OT โดยเฉพาะ



Key Features:
  • Comprehensive xOT Asset Visibility: ค้นหา จำแนก และจัดทำบัญชีสินทรัพย์ภายในสภาพแวดล้อม OT, IT, IoT และ IIoT แบบต่อเนื่อง พร้อมแสดงข้อมูลอุปกรณ์ การสื่อสาร บทบาทในกระบวนการ และความสัมพันธ์ระหว่างระบบ เพื่อสร้างพื้นฐานสำหรับการบริหารความเสี่ยงและการตอบสนองเหตุการณ์
  • Passive-First Network Monitoring: ตรวจสอบการสื่อสารในเครือข่ายอุตสาหกรรมโดยใช้แนวทาง Passive-First ซึ่งช่วยให้องค์กรได้รับข้อมูลเชิงลึกโดยลดโอกาสกระทบต่อระบบ Legacy หรืออุปกรณ์ที่มีความอ่อนไหว พร้อมรองรับ Active Collection แบบเจาะจงเมื่อจำเป็น
  • Deep Industrial Protocol Inspection: วิเคราะห์ข้อมูลระดับ Application หรือ Layer 7 ของโปรโตคอลอุตสาหกรรมมากกว่า 600 โปรโตคอล เพื่อให้เห็นคำสั่ง การเปลี่ยนแปลง Configuration รูปแบบการสื่อสาร และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอุตสาหกรรม
  • Intelligence-Driven Threat Detection: ตรวจจับภัยคุกคามด้วยการผสาน Behavioral Analytics, Indicators of Compromise, พฤติกรรมและเทคนิคของผู้โจมตี รวมถึงการตรวจจับความผิดปกติและการเปลี่ยนแปลง Configuration โดยอ้างอิงข้อมูล Threat Intelligence สำหรับระบบ OT โดยเฉพาะ
  • Risk-Based Vulnerability Management: เชื่อมโยงช่องโหว่เข้ากับ Hardware, Software และ Operating System ของสินทรัพย์แต่ละรายการ พร้อมปรับคะแนนความเสี่ยงด้วยบริบทของระบบ OT เพื่อช่วยลดปริมาณข้อมูลรบกวนและจัดลำดับสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสม
  • Now, Next, Never Prioritization: จัดกลุ่มช่องโหว่ตามแนวทาง “Now, Next, Never” เพื่อระบุว่าช่องโหว่ใดต้องดำเนินการทันที ช่องโหว่ใดสามารถวางแผนแก้ไขในลำดับถัดไป และช่องโหว่ใดไม่จำเป็นต้องดำเนินการในปัจจุบัน ช่วยให้ทีมใช้ทรัพยากรกับความเสี่ยงที่สำคัญต่อการปฏิบัติงานจริง
  • OT-Safe Mitigation Guidance: ให้คำแนะนำในการลดความเสี่ยงที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะการติดตั้ง Patch แต่รวมถึง Network Segmentation, Access Control, Configuration Change และ Compensating Control สำหรับกรณีที่ไม่สามารถหยุดระบบหรืออัปเดตอุปกรณ์ได้ทันที
  • Investigation and Incident Response Workflows: รวบรวม Alert และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนแบบเป็นระบบ พร้อม Case Management, Timeline, Historical Data และเครื่องมือ Query เพื่อช่วยวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์ ค้นหาสาเหตุ และลดระยะเวลาในการตอบสนอง
  • Expert-Authored Response Playbooks: นำเสนอขั้นตอนการตรวจสอบและตอบสนองที่จัดทำจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้าน ICS และ OT Incident Response ช่วยให้ทีมดำเนินการอย่างปลอดภัยและหลีกเลี่ยงมาตรการที่อาจทำให้การผลิตหรือระบบควบคุมหยุดชะงัก
  • Dragos Intelligence Fabric and Weekly Knowledge Packs: อัปเดตข้อมูลช่องโหว่ Detection, Indicators, พฤติกรรมของผู้โจมตี และคำแนะนำผ่าน Knowledge Packs อย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัยข้อมูลจากงานวิจัยภัยคุกคาม การตอบสนองเหตุการณ์ ข้อมูล Telemetry และองค์ความรู้ด้านโปรโตคอลและสินทรัพย์ OT
  • Dragos EmberAI: ผู้ช่วยวิเคราะห์ที่นำ AI มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลและองค์ความรู้ด้าน OT Security ช่วยให้ผู้วิเคราะห์สอบถามข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติ ทำความเข้าใจ Alert วิเคราะห์ช่องโหว่ และรับคำแนะนำที่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมขององค์กรได้รวดเร็วขึ้น
  • Enterprise Security Integration: เชื่อมต่อข้อมูลและ Alert จากระบบ OT เข้ากับ SIEM, SOAR และกระบวนการทำงานของ SOC เพื่อให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ระหว่างระบบ IT และ OT โดยยังคงได้รับรายละเอียดและบริบทเฉพาะของระบบอุตสาหกรรม
ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ (Benefits)

1. มองเห็นสินทรัพย์และความเสี่ยงในระบบ OT อย่างครบถ้วน
ช่วยลด Blind Spot ด้วยบัญชีสินทรัพย์ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมข้อมูลการสื่อสาร Configuration ช่องโหว่ และบริบทของกระบวนการปฏิบัติงาน

2. ตรวจจับภัยคุกคามที่เครื่องมือ IT ทั่วไปอาจมองไม่เห็น
ใช้ความเข้าใจในโปรโตคอล พฤติกรรม และเทคนิคการโจมตีระบบอุตสาหกรรม เพื่อค้นหากิจกรรมที่ผิดปกติหรือมีความเสี่ยงภายในเครือข่าย OT

3. ลดปริมาณ Alert และข้อมูลช่องโหว่ที่ไม่จำเป็น
เชื่อมโยง Detection และ Vulnerability เข้ากับสินทรัพย์และผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ช่วยให้ทีมมุ่งเน้นเหตุการณ์และช่องโหว่ที่ต้องได้รับการจัดการจริง

4. ลดความเสี่ยงโดยไม่กระทบการผลิต
แนวทาง Passive-First และคำแนะนำแบบ OT-Safe ช่วยให้องค์กรตรวจสอบและลดความเสี่ยงโดยคำนึงถึง Uptime, Safety และความต่อเนื่องของกระบวนการอุตสาหกรรม

5. เร่งการสืบสวนและตอบสนองเหตุการณ์
เครื่องมือ Case Management, Timeline, Historical Data และ Response Playbooks ช่วยให้ทีมรวบรวมหลักฐาน วิเคราะห์เหตุการณ์ และตัดสินใจตอบสนองได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น

6. เชื่อมโยงการทำงานระหว่างทีม IT, OT และ SOC
สนับสนุนการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัยส่วนกลาง ทำให้ทีม IT Security และทีมปฏิบัติการสามารถทำงานบนข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยยังรักษาบริบทเฉพาะของระบบ OT ไว้

7. เพิ่มความพร้อมด้าน Compliance และการตรวจสอบย้อนหลัง
ข้อมูล Asset Inventory, Network Communication, Alert, Timeline และประวัติการสืบสวนช่วยสนับสนุนการจัดทำรายงาน การตรวจสอบ Security Control และการเก็บหลักฐานสำหรับ Audit หรือข้อกำหนดของอุตสาหกรรม

8. เสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ช่วยให้องค์กรเข้าใจความเสี่ยง ตรวจพบภัยคุกคามได้เร็วขึ้น และเลือกมาตรการตอบสนองที่เหมาะสมกับผลกระทบทางกายภาพ ความปลอดภัย และความต่อเนื่องในการให้บริการ